รู้จัก “ทวี สอดส่อง” ชื่อนี้ที่ “ชินวัตร” ไว้ใจ! กับงานใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า

“ทวี สอดส่อง” ชื่อนี้ที่ “ชินวัตร” ไว้ใจ! ส่งงานใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่ามาให้จัดการ

ตีลังกาเล่าข่าว โดย “กรรณะ”

ถ้าไม่นับในพรรคเพื่อไทย ชื่อรัฐมนตรีที่ถูกจับตาเป็นลำดับต้นๆ คือ “ทวี สอดส่อง”  ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กับบทบาทล่าสุดการเดินหน้าตรวจสอบ “สว.” สายสีน้ำเงินในข้อหา “ฮั้ว” จนหลายคนตั้งคำถามถึงที่มาที่ไป และถามด้วยว่าไปกินดีหมีหัวใจมังกรมาจากไหน ถึงกล้าขนาดนี้

“ทวี” แม้เพิ่งเล่นการเมืองเมื่อต้นทศวรรษ 2560  ในนามพรรคประชาชาติ แต่เอาเข้าจริงเขามีบทบาทในทางการเมืองมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช้คนโนเนมและถูกจับตาว่าเป็นสายตรง “ชินวัตร” ด้วยซ้ำไป

และหากไปดูฝีไม้ลายมือการจัดการงานก็บอกได้เลยว่าไม่แปลกที่จะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ
ถ้ายังจำได้ในยุค “ทักษิณ ชินวัตร” เรืองอำนาจ มีการแต่งตั้งตำรวจเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ จนมีข้อครหาว่าเป็นรัฐตำรวจ  และ “ทวี สอดส่อง” ก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับการจับตา

“ทวี” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 37 ขณะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26

เขาเริ่มรับราชการเป็นรองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ก่อนจะเติบโตตามลำดับจนกระทั่งเป็นรองผู้บังคับการกองปราบปราม

ต่อมาในปี พ.ศ.2547 ก็โอนย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “ดีเอสไอ”  ซึ่งก็ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 ยุค “ทักษิณ” นั่นเอง

ก่อนที่จะย้ายไปเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือ ป.ป.ส.  และกลับมาเป็นอธิบดีดีเอสไอในช่วงปี 2551  ก่อนจะเติบโตขึ้นตามลำดับและขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

โดยในปี 2554 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เลขาธิการ ศอ.บต.” ดูแลเรื่องปัญหาภาคใต้ ในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ซึ่งก็อยู่ในตำแหน่งนี้ถึงวันที่ 24 พ.ค. 2557 หรือหลังการรัฐประหาร  และถูกย้ายไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะลาออกจากราชการในปี 2561

จากนั้นก็ร่วมพรรคประชาชาติของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หรือ “อ.วันนอร์” ในตำแหน่งเลขาธิการพรรค และในการเลือกตั้งปี 2562 ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 ของพรรคประชาชาติ แต่ก็ไม่ได้รับเลือกตั้ง เพราะพรรคได้ที่นั่งในระบบบัญชีรายชื่อเพียงคนเดียว แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2563 “อ.วันนอร์” ก็ลาออกจาก สส. เขาจึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็นแทน

มาถึงการเลือกตั้งปี 2566 คราวนี้พรรคประชาชาติได้ สส.บัญชีรายชื่อ 2 ที่นั่ง และเมื่อ “อ.วันนอร์” ได้ขึ้นเป็นประธานสภา เขาจึงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค

อย่างไรก็ตามในทางการเมืองก็มักจะถูกครหาว่านี่เป็นคนในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น “อ.วันนอร์ “ หรือ “ทวี”

ซึ่งเมื่อมีการตั้งรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเพราะมีภาระกิจพิเศษ

ซึ่งในช่วงที่ “เศรษฐา” เป็นนายกฯ และ “ทวี” เป็น รมว.ยุติธรรม  งานใหญ่ที่ใครๆก็จับตาคือ  “ทักษิณ” กลับไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี และทันทีที่ศาลตัดสินจำคุกเขาก็เข้าเรือนจำ แต่ในคืนเดียวกันนั้นเอง เขาก็ถูกย้ายไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางข้อหา “นักโทษ VIP” และตลอด 8 เดือนของการต้องโทษเขาไม่เคยต้องกลับไปที่เรือนจำแม้แต่ครั้งเดียว

แม้ในวันที่ “ทักษิณ” กลับไทย และย้ายไปชั้น 14 “ทวี” ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นเขาก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาตลอด โดยมีหน่วยงานใต้บังคับบัญชาคือ “กรมราชทัณฑ์” 

ผ่านจากเรื่อง “ทักษิณ” ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องราวอะไรมากนักกับกระทรวงนี้ จนกระทั่งถูกข่าวเขย่าว่าจะหลุดจาก รมว.ยุติธรรม หลังเสร็จศึกอภิปรายก็เกิดกรณีความขัดแย้งระหว่าง สองพรรครัฐบาล ซึ่ง “เพื่อไทย” กำลังถูกพรรคสีน้ำเงินทำตัวเป็นผู้นำเสียเองด้วยการถือไพ่ สว. ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มักจะหันไปทางเดียวกัน 

แต่แล้ว “ดีเอสไอ”  หน่วยงานภายใต้สังกัดของ “กระทรวงยุติธรรม” และ บ้านเก่าของ “ทวี” ก็ออกมาขอทำคดี “ฮั้วเลือกตั้ง”  และก็บรรยายได้เป็นฉากๆว่า การฮั้วทำอย่างไร เล่นเอาเต้นเร่ากันไปทั้งสภาสูงสภาล่าง

ไม่ต้องถามว่า “ทวี” รู้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะเขาเองเป็นคนที่ออกมาพูดยืนยันในอำนาจของดีเอสไอ เรียกได้ว่ากับคนอื่นยังไงไม่รู้ แต่กับ แกนนำพรรครัฐบาลอย่างเพื่อไทย การเปิดเกมของดีเอสไอ ก็ได้ใจไปโข ต่อให้เรื่องนี้ไปได้ไม่สุด แต่ก็กระตุกอะไรบางอย่างได้

หลายคนบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง หลายคนบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริง แต่เรื่องนี้มันคือ “ข้อเท็จจริงที่ผสมกับการเมือง”  ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว

ยิ่งหลังจากนี้มีกระแสข่าวว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะเดินทางกลับไทยสงกรานต์นี้ หากเป็นเรื่องจริง “เพื่อไทย – ทักษิณ – อุ๊งอิ๊ง”  คงไม่ยอมปล่อยให้กระทรวงนี้ไป อย่าว่าแต่ไปอยู่กับพรรคอื่นเลย ไปอยู่กับคนอื่นก็คงไม่มั่นใจเท่านี้ เพราะผลงานที่ผ่านมาการันตีได้ชัดเจน