
วันนี้ (4 เม.ย.68) นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยจะเห็นได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยคาดว่าจะมีผลกระทบทางลบในระยะสั้น ผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างเดียวไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจไทยยาวนาน
แต่ไทยเจอแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่าแผ่นดินไหวจริงๆและกระทบกับเศรษฐกิจไทยคือเมื่อวันที่ 2 เม.ย.จากการขึ้นภาษี (Reciprocal Tariffs) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เก็บภาษีจากไทย 37%
นายพิพัฒน์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ เพราะไทยมีสัดส่วนส่งออกต่อจีดีพีสูง โดยประเมินว่าหากสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 37% จริง จะกระทบต่อจีดีพี 1.1% จากคาดเดิม 2.3% จะทำให้เหลือ 1.2% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาการเจรจาว่าจะเก็บจริงเท่าไร
ขณะเดียวกัน แนวทางการใช้นโยบายการคลังมาช่วยบรรเทาผลกระทบก็ต้องทำอะไรมากขึ้นหลังจากนี้ โดยรัฐบาลอาจจะต้องทบทวนนโยบายแจกเงิน เพราะทรัพยากรทางการคลังเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ควรพิจารณาทบทวนเรื่องนโยบายประชานิยม นโยบายแจกเงินที่อาจจะมีผลต่อจีดีพีได้ค่อนข้างจำกัด
แต่หากนำงบประมาณที่มีไปมองหานโยบายที่จะทำให้มีผลระยะยาว หรือไปช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแบบเจาะจงมากกว่าแจกเงินแบบหว่านและรั่วไหลไปที่อื่น
ส่วนนโยบายการเงินคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสิ้นเดือนเม.ย.นี้และจะลดลงอีกครั้งในปี 2568 จนอยู่ที่ 1.5% จากที่อยู่ในระดับ 2% ในปัจจุบัน และในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.25% และหากผลกระทบจากสหรัฐมีมากกว่าที่คาดก็มีโอกาสที่จะเห็นดอกเบี้ยนโยบายต่ำกว่า 1.25% ในปีหน้าได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ในปัจจุบันยังสูงกว่าระดับที่เคยอยู่ในปี 2558 – 2562 ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมสำหรับเศรษฐกิจไทยคือ 1.5% แต่ด้วยความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนทำให้กนง.ไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงมา แต่ปัจจุบันสถานการณ์หนี้เริ่มเบาลงมีโอกาสที่กนง.จะลดดอกเบี้ยได้
“ผลกระทบตอนนี้ลดดอกเบี้ยไม่สามารถช่วยได้ทันที แต่หากผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่คาดมีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะลงไปต่ำกว่า 1.5% ได้ เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงมาก เช่นตอนโควิด 19 ดอกเบี้ยนโยบายเคยลดลงไปถึง 0.5% เท่ากับตอนนี้กนง.ยังมีกระสุน 6 ครั้งที่จะใช้ แต่วันนี้ยังไม่มีวิกฤตทางภาคการเงินขนาดนั้น”นายพิพัฒน์กล่าว