หอการค้า แนะรัฐรับมือ “ทรัมป์ 2.0” นำเข้าสินค้ามะกัน แลกขึ้นภาษี

“หอการค้า” แนะ “รัฐบาล” เร่งไทยเพิ่มนำเข้าสินค้า 4 ชนิดจากสหรัฐฯ แลก “ทรัมป์” ขึ้นภาษี พร้อมลุยเจรจาค้าเสรี (FTA) ยุโรป-อาเซียน-แคนาดา หนุนจีดีพีไทยดีดเพิ่ม 1%

วันนี้ (2 เม.ย.68) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมของไทยต่อนโยบายการค้าสหรัฐฯ ปัจจุบันไทยและทั่วโลกยังคงจำเป็นต้องเฝ้าจับตาการประกาศนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff Policy) ของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เม.ย.68 มุ่งเน้นกลุ่ม 15 ประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยเป็นหลัก

ซึ่งหอการค้าฯ ยังมีความเป็นห่วงต่อภาพรวมและตัวเลขการค้าของไทย ซึ่งได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ สูง ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกขึ้นภาษี เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าลำดับที่ 11 เพื่อป้องกันผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว

โดยไทยเองควรพิจารณาเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และพลังงาน เพื่อลดความกดดันด้านดุลการค้า รวมถึงพิจารณาปฏิรูปโควตาภาษีนำเข้าของไทยกับสหรัฐฯ ให้มีจุดยืนที่เป็นธรรมและสมดุล (Fair and Balance Position) ในการเจรจากับสหรัฐฯ

โดยแนวทางที่สำคัญ คือ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง หากพิจารณามูลค่าการค้าเฉพาะหมวดสินค้าเกษตรและอาหารพบว่าไทยเกินดุลสหรัฐฯ เพียง 142,634 ล้านบาท โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเกษตรอาหารอันดับที่ 11 ของโลกและไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้มากขึ้นได้

“การนำเข้าวัตถุดิบที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม โดยหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาการนำเข้าสินค้ากลุ่มต่างๆ ที่จะไม่กระทบต่อผู้ค้าและเกษตรกรภายในประเทศของไทย”นายพจน์กล่าว

1พืชอาหารสัตว์ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง) ที่ผ่านมาไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และปัจจุบันยังต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อาจเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและหมอกควัน การเปิดโควตานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวของไทย จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (โค สุกร ไก่) ไทยมีต้นทุนวัตถุดิบที่ดีและถูกลง ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกเนื้อสัตว์ไปต่างประเทศดีขึ้น รวมทั้งจะช่วยผู้บริโภคในประเทศในประเภทเนื้อสัตว์ด้วย

2.สินค้าอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอนแช่แข็ง หอยเชลล์ และปลาทูน่าจากเรือชักธงสหรัฐฯ ซึ่งไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ

3.สินค้าประเภทสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ (Whisky & Wine)

4.เครื่องในสัตว์ เพื่อนำมาผลิตและแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ทำเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งออก

นายพจน์กล่วว่า หอการค้าฯ มองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ (Trump Tariff) จะทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลกเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ซึ่งปัจจุบันประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่นได้มีการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคกันแล้ว อีกทั้งสหภาพยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกับแคนาดาในการเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ทางหอการค้าฯ เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลของไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FTA ไทย-ยุโรป FTA อาเซียน-แคนาดา

รวมถึงการปรับปรุง ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้สำเร็จภายในปี 2568 นี้ให้ได้ ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยเติบโตขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า 1 % รวมทั้งการส่งออกจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 10 % ซึ่งจะลดผลกระทบจากนโยบาย Trump Tariff

“อย่างไรก็ตาม หอการค้าฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางรับมือและแก้ไขปัญหาจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อไป”นายพจน์กล่าว