
แม้เราอยู่ในยุคดิจิทัลแบบไร้พรมแดนกันแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแส “มูเตลู” หรือ “การเสริมดวงชะตา” เพื่อให้ชีวิตปราศจาก ”เคราะห์ร้าย“ หรือ “ความอับโชค” ก็เป็นเรื่องที่อยู่คู่กับคนไทยมานานแสนนานชนิดที่นับไม่ถูกเลยว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยไหน รู้แต่ว่าถ้าทำแล้วชีวิตดีขึ้น ก็มีแต่จะต้องทำแล้ว ทำอยู่ และทำต่อ!!!
เพราะเมื่อทำแล้วดี ทำแล้วปัง ทำจนเป็น “พฤติกรรมปกติ“ ในการใช้ชีวิตไปซะเลย
เชื่อว่าคนไทยทุกคนต่างต้องเคยมีประสบการณ์ “การมู” อย่างใดอย่างหนึ่งแน่ๆ เช่น การไหว้พระตามวัดดัง การดูดวงปรับชะตากับหมอดู การเลือกสีเสื้อมงคลประจำวัน รวมไปถึงการบูชาเครื่องรางวัตถุมงคลต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมเรื่องดีๆ ปังๆ ให้กับตัวเอง
ถ้าให้เข้ากับยุค ก็ต้องการตั้งวอลเปเปอร์บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ/คอมพิวเตอร์ หรือใส่เคสโทรศัพท์ที่มีรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ การพกเครื่องรางในรูปแบบสร้อย แหวน กำไล ที่ออกแบบตามแฟชั่น ใส่แล้วไม่เคอะเขินแถมเสริมแล้วดีก็ต้องมีให้ครบ
ทำให้เกิดธุรกิจสายมูใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ยิ่งในยุคที่ใครๆ ก็เป็นครีเอเตอร์ได้ หาแสงให้ตัวเองได้ ก็ยิ่งมีหมอดูในศาสตร์ต่างๆ ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเกิดขึ้นเยอะมาก ไม่ว่าจะดูด้วยโหราศาสตร์จากวันเกิด ดูลายมือ ดูโหงเฮ้ง ดูฮวงจุ้ย จนเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพแฝงมาในคราบหมอดู มีหลายต่อหลายเคสที่เราเห็นข่าวถูกหลอก บางรายเสียหายไปจนถึงขั้นเสียทรัพย์สินหลักล้านก็มี เราทุกคน จึงควรมีสติก่อนมู ดูให้ดีว่าหมอดูที่เราใช้บริการใช่ตัวจริงในวงการไหม ประวัติเป็นยังไง
ว่ากันว่า “วงการมูเตลู” เข้าแล้วออกยากก็คงจะจริง สะท้อนข้อมูลจากการสำรวจของสถาบันวิจัยฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ที่ศึกษาพฤติกรรมการมูของคนไทยในปี 2024 พบว่าคนไทยกว่า 88% ยังคงเชื่อในเรื่องมูเตลู และ 65% ของคนที่เชื่อมักขอพรเพื่อตนเอง
และยังพบอีกว่ากลุ่มเจนเอ็กซ์ (Gen X) จะเน้นสวดมนต์ – ทำบุญ เน้นขอเรื่องสุขภาพมากกว่าเรื่องเงิน ขณะที่กลุ่มเจนวาย (Gen Y) มูหมดไม่สนศาสนาไหน ขอแค่มูแล้วสำเร็จ เน้นขอเรื่องการเงินและการงาน พร้อมเปิดรับทุกความเชื่อ และขอให้ได้ผลลัพธ์ ส่วนกลุ่มเจนซี (Gen Z) มูนะแต่ไม่(ค่อย)แสดงออก มูแบบเนียนๆ ในแบบแฟชั่น ชีวิตประจำวัน เน้นขอเรื่องเรียน งานและความรัก
เมื่อ “การมู” เป็นทางออกของใครหลายๆ คน และ “ความเชื่อ” ทำให้มนุษย์ “ยอมจ่าย” จึงเกิดสินค้าและบริการที่ตอบสนองเหล่า “สายมู” ให้เลือกช้อปมากขึ้น
สะท้อนจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าข้อมูล ณ 31 ก.ค.67 มีนิติบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมสายมู (โหราศาสตร์และความเชื่อศรัทธา) อยู่ 154 ราย เกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท) โดยข้อมูลงบการเงิน ปี 2566 ธุรกิจในกลุ่มนี้สามารถทำรายได้ 227.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.92% จากงบฯ ปี 2565

จนทำให้ปี 2568 ธุรกิจสายมูมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เรื่องนี้ “นายธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฉายภาพธุรกิจที่เกี่ยวกับสายมูเตลูนั้น สาเหตุอาจมาจากความไม่มั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นความเชื่อและความศรัทธา ซึ่งทำให้เกิดธุรกิจที่ให้บริการด้านนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
จากการสำรวจ 10 ธุรกิจเด่น-ร่วงในปี 2568 พบธุรกิจความเชื่อ (สายมู หมอดู ฮวงจุ้ย) ติดท็อป 10 ธุรกิจดาวรุ่ง จัดอยู่อันดับ 5 และเคยติดอันดับ 4 ในปี 2567 แต่ธุรกิจนี้ติดอันดับ 10 ตั้งแต่ปี 2566
โดยปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจสายมูได้รับความนิยมต่อเนื่อง เช่น เป็นธุรกิจซอฟต์พาวเวอร์ ที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเผยแพร่วัฒนธรรม ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย ที่มีความเชื่อด้านศาสนาคล้ายคลึงกันจะเดินทางเข้าไทยมากขึ้น
รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก อาหาร บริการนำเที่ยว การขายของที่ระลึก (พระเครื่อง/วัตถุมงคล) มีโอกาสในการหารายได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน รูปแบบสินค้าและบริการด้านความเชื่อมีวิวัฒนาการใหม่ๆ เช่น วอลเปเปอร์มือถือรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เครื่องประดับมงคล เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมมงคล หรือการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีความหมายมงคล
นอกจากนี้ อาจมีการโฆษณาหรือการโปรโมทผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) สร้างความน่าเชื่อถือ สร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า ทำให้ธุรกิจสายมูยังมีโอกาสเติบโตได้อีก
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้มีทั้งผลลัพธ์ด้านบวกและลบ เช่น ความเสี่ยงต่อการถูกโกง หรือถูกมิจฉาชีพหลอกได้ง่าย เช่น กรณีการดูดวง ถ้าหมอดูเป็นมิจฉาชีพ ก็เสี่ยงถูกนำเอาข้อมูลส่วนตัว เบอร์โทร เลขบัตรประชาชนไปใช้แบบผิดๆ รวมถึงการถูกหลอกให้เชื่อจนเสียทรัพย์สิน ดังนั้น ต้องมูอย่างระมัดระวังด้วย
“ธุรกิจความเชื่อ เป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับกระแสความนิยมของกลุ่มคน ดังนั้น หากมีความเสื่อมมากขึ้น จะทำให้การเติบโตของธุรกิจความเชื่อหยุดชะงักไปด้วย” นายธนวรรธน์กล่าวทิ้งท้าย
กระนั้นแล้ว ทุกการมูย่อมทำให้เกิด “ผลดี” แต่ถ้ามูแล้ว ”ไม่ดี“ ก็หวังว่ามิตรรัก “สายมู” ทุกท่าน จงใช้ “สติ” ก่อนที่จะทุ่ม “สตางค์” กันให้มากๆ นะเจ้าคะ…