ดีอี จ่อเสนอ พ.ร.ก. 2 ฉบับ เข้า ครม. คุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัล-ภัยไซเบอร์

ลุยเต็มที่! “ประเสริฐ” เผย “ดีอี” จ่อเสนอ พ.ร.ก. 2 ฉบับ เข้า ครม. 8 เม.ย.นี้ คุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัล-ปิดช่องภัยไซเบอร์ กำหนด “แบงก์-ค่ายมือถือ-แพลตฟอร์มออนไลน์” รับผิดชอบเหยื่อมิจฉาชีพ

วันนี้ (4 เม.ย.68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเสนอร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 2 ฉบับสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 8 เม.ย.ที่จะถึงนี้

ได้แก่ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล โดยทั้ง 2 ฉบับผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และมีการปรับปรุงรายละเอียดร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน

นายประเสริฐกล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.ก.ที่เสนอเข้าที่ประชุม แยกภารกิจตามลักษณะของปัญหา โดย พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล จะมุ่งควบคุมธุรกรรม P2P (peer-to-peer) ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี โดยให้อำนาจ ก.ล.ต. ในการกำกับดูแล รวมถึงการจัดการกับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานในไทย

เช่น ใช้ภาษาไทยหรือบัญชีธนาคารไทย หากไม่ขออนุญาตจะมีโทษตามกฎหมาย โดย ก.ล.ต. จะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล และตรวจสอบ หากผิดกฎหมาย จะเสนอกลับมาให้อำนาจกระทรวงดิจิทัลฯ ปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าวทันที

นายประเสริฐกล่าวว่า ในส่วนของ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 จะมุ่งเน้นการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านลิงก์และระบบออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งนี้ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการ เช่น ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มโซเชียล ต้องมีมาตรการควบคุม หากละเลยจนเกิดความเสียหายจะต้องร่วมรับผิดชอบ พร้อมให้อำนาจ ปปง. ในการคืนเงินเหยื่อได้ หากสามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ชัดเจน โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาลเหมือนในอดีต

นอกจากนี้โดยหาก ครม.เห็นชอบแล้วใน กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ทันที ไม่ต้องรอรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน เพื่อให้สามารถรับมือภัยคุกคามทางดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที โดยคาดว่าจะบังคับใช้ก่อนสงกรานต์นี้

“ทั้งสองร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการอุดช่องโหว่กฎหมายเดิม เพิ่มอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแล และปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์ โดยยังคงรักษาหลักสิทธิเสรีภาพตามกรอบกฎหมาย”นายประเสริฐกล่าว